วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ポートフォリオ目標

เมื่อวันอังคารที่แล้วพรีเซนต์目標ที่จะทำportfolioในวิชา applied JP linguistics 目標ที่ตั้งไว้ก็คือ เข้าใจและสามารถเลือกใช้ ~た、 ~ている、
~ていた ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ที่เลือกเรื่องนี้ก็เพราะเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด สังเกตได้จากงาน作文ซึ่งแทบทุกครั้งเลยทีเดียวที่จะผิดเรื่องนี้ จริงๆก็รู้ตัวนะว่ามีปัญหาเรื่องนี้ เวลาจะเขียนหรือพูดก็พยายามระวังตลอด แต่ก็ยังผิดอยู่ดี อาจจะเป็นเพราะเราไม่เข้าใจการใช้จริงๆก็ได้ แล้วก็ไม่เข้าใจวิธีคิดเรื่องความสัมพันธ์ของเหตุการณ์กับเวลาของคนญี่ปุ่นด้วย

แล้วก็ยังเห็นว่ามีเพื่อนอีกหลายคนที่เลือกทำเรื่องนี้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยไม่ค่อยมี意識ในเรื่องนี้ละมั้ง ในภาษาไทยไม่ต้องคิดเรื่องテンスกับ
アスペクトเลย ไม่ต้องมาผันอะไรให้ยุ่งยาก พอมาเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้ว ต้องมาคิดเรื่องテンスกับアスペクトก็เลยทำให้มีปัญหา ก็เลยอยากจะลองศึกษาแล้วก็สังเกตการใช้ ~た、 ~ている、 ~ていた อย่างจริงๆจังๆซักที

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ドラえもん♫ ♬ ♪ じょうずに話せ、発表できる

ในวิชาJP reading2 อาจารย์อัษฎายุทธให้อ่านหนังสือนอกเวลากันคนละเล่ม
โดยให้เลือกจาก 日本語講座推薦図書100冊
ก็เลยเลือก ドラえもんตอนじょうずに話せ、発表できる


ที่เลือกเรื่องนี้ก็เพราะว่าเวลาเรียนมีงานที่ต้อง発表เยอะ โดยเฉพาะเทอมนี้รู้สึกว่ามีงานที่ต้องพูดเยอะจัง ต้องเล่าเรื่องหลายอย่าง อย่าง出来事 แล้วก็เล่าเรื่องそれは秘密です。รู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยอยากจะหาเทคนิคที่จะมาพัฒนาการพูดบ้าง

หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายมากๆ คำที่เป็น漢字ก็มี振り仮名กำกับด้วย มีสอนการพูดในหลายๆแบบอย่างการแนะนำตัว การเล่านิทาน การพูดspeech การโต้วาที โดราเอมอนเริ่มต้นด้วยเทคนิคพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาทักษะการพูด มี5อย่างก็คือ
การจัดรูปปากให้ถูกต้อง
การบริหารใบหน้าและปาก
ความดังเบาของเสียง
ความเร็ว
เสียงสูงต่ำ
หลังจากที่ได้เทคนิคนี้ก็พยายามเอาไปปรับใช้กับการอ่านเรื่อง銀河鉄道の夜ในวิชาคอนเวอร์ ก็รู้สึกว่าช่วยให้ดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่มากเท่าไหร่ ต่อจากนี้คิดว่าถ้าเอาไปฝึกบ่อยๆก็น่าจะช่วยได้เยอะ

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

出来事

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ววิชาคอนเวอร์ อาจารย์松井ให้เล่า出来事แล้วก็ให้เพื่อนอีกคนมาเป็นคนฟังคุยโต้ตอบกัน

หัวข้อที่มีก็คือ 驚いた話、うれしかった話、悲しかった話、恥ずかしかった話、腹が立った話、おもしろくて笑った話

ตัวเองทอยลูกเต๋าได้เล่าเรื่อง腹が立った話 แล้วก็ได้คอมเมนต์จากอาจารย์松井มา
เรื่องการลงท้ายประโยคด้วย~よ

ตัวเองเป็นคนที่เวลาเล่าเรื่องชอบติดลงท้ายด้วย~よทั้งๆที่ตอนที่เพื่อนคนอื่นเล่าไปก่อนหน้า อาจารย์ก็บอกไปแล้วว่าถ้าใช้~よจะดูเหมือนเราไปยัดเยียดข้อมูลให้คนฟัง ความจริงแล้วเค้าอาจจะไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้นก็ได้ แต่มันก็ติดปาก แล้วตอนเล่าก็คิดไม่ทันด้วยว่าจะใช้อะไรแทน ก็เลยใช้ไปว่า

本当に腹が立った
อาจารย์แนะนำว่าให้แก้เป็น~のจะดีกว่า
本当に腹がたった

นอกจากนี้ จากกิจกรรมนี้ก็ยังได้ความรู้เรื่องอื่นๆเพิ่มอีกด้วย
การเกริ่นนำก่อนที่จะเล่าเรื่อง หลายคนใช้การลงท้ายด้วย~よหรือ~けど・・・・・

うらしかったことがあるんだ
うらしかったことがあるんだけど・・・・・
อาจารย์แนะนำว่าควรจะเปลี่ยนเป็น

うらしかったことがあるんだけどね・・・・・

การใช้あいづちช่วยให้บทสนทนาดูเป็นธรรมชาติและราบรื่นขึ้นมาก แล้วก็ดูเป็นมารยาทที่ดีด้วย เพราะแสดงว่าคนฟังกำลังตั้งใจฟังอยู่ แต่ยังไงก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ยากมาก อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกับคนญี่ปุ่นมากเท่าไหร่ ก็เลยไม่รู้จะพัฒนายังไงดี คิดว่าบางทีถ้าดูละครหรือหนังญี่ปุ่นมากขึ้นก็อาจจะพอช่วยได้บ้างก็ได้




วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

タスク2 : それは秘密です。

อาทิตย์ที่แล้ว อาจารย์กนกวรรณให้ทำタスク2ซึ่งก็คือ การเล่าเรื่องจาก 4コマ漫画 โดยให้เราทำเหมือนว่าไปรู้ความลับของคู่รักคู่นึงแล้วเอามาเล่าต่อให้เพื่อนฟัง ต้องคิดว่าจะเล่ายังไงให้สนุก แล้วที่สำคัญคือ ไม่มีการเขียนสคริปก่อน ให้เล่าสดๆแล้วอัดเสียงเลย


จากการทำกิจกรรมครั้งนี้ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับทักษะภาษาญี่ปุ่นของตัวเองแล้วก็พบข้อสังเกตหลายอย่างเลยทีเดียว

รู้สึกว่าตัวเองเล่าสั้นเกินไป อธิบายอะไรก็ยังไม่ค่อยละเอียด ถ้าเป็นคนฟังอาจจะงงว่าแล้วมันตลกยังไง ถ้าเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่อาจารย์ให้ฟังเจ้าของภาษาพูด รู้สึกว่าเค้าเล่าอย่างชัดเจนว่าแฟนมาเจอรูปได้ยังไง แล้วตอนสุดท้ายที่บอกว่าตัวแฟนหนุ่มเองก็หัวล้าน รู้สึกว่าเล่าได้สนุก เห็นภาพชัดเจนมากๆ

บางประโยครู้สึกว่าพูดยาวเกินไปเป็น run-on ฟังแล้วเข้าใจยาก อย่างเช่น

彼女は整形をして、やさしくて、ハンサムな恋人ができたよ。

คิดว่าน่าจะแยกเป็น 2 ประโยค แล้วใส่คำเชื่อมน่าจะทำให้เข้าใจง่ายกว่า

彼女は整形をして、すごい美人になったんだよね。それで、やさしくて、ハンサムな恋人ができたんだ。

การใช้ メタ言語 เป็นเรื่องสำคัญในการเล่าเรื่องให้สนุก เข้าใจง่าย ฟังแล้วน่าติดตาม
เช่น  ねえ、ねえ、知ってる?
    最後はどうなると思う?

ตัวเองก็ใช้ว่า そのことは、面白かったか?จริงๆแล้วน่าจะใช้ 面白かったでしょう? มากกว่านะเนี่ย

เล่าแบบฉับพลันก็เลยคิดคำศัพท์ไม่ออก ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี เลยพูดไปแบบงงๆ

  注意しなくて、恋人は整形の前の写真が見つけた。

  จริงๆตั้งใจจะบอกว่าชะล่าใจ ไม่ทันระวัง อันที่จริงแล้วจะต้องใช้คำว่า ゆだんしてしまった。

อาจารย์กนกวรรณแนะนำให้สังเกตว่า เวลาเล่าคนที่เป็นnativeมักใช้เป็นรูป 受身 มากกว่า
เช่นจากตัวอย่างที่อาจารย์เอามาให้ฟัง

彼氏が家に来た時、昔の写真を見られちゃって、整形したことがばれちゃったんだよね。

คิดว่าเรื่องนี้คงเป็นปัญหาของคนไทยหลายคน เพราะภาษาไทยจริงๆแล้วจะไม่มีรูปถูกกระทำหรือ passive voice ดังนั้นเวลาจะพูดอะไรหรือแต่งประโยคก็มักจะคิดเป็นประโยคแบบactive voiceมากกว่า แล้วคนส่วนใหญก็มักจะแต่งประโยคเป็นภาษาไทยก่อนในหัวแล้วค่อยพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น เลยทำให้มักจะพูดเป็นประโยคactive voiceมากกว่า

สังเกตว่าเพื่อนๆส่วนใหญ่จะใช้คำว่า 彼氏 แต่ตัวเองใช้คำว่า 恋人
จนถึงตอนนี้ก็ยังงงๆอยู่ว่าสองคำนี้มันต่างกันยังไง

จากการฟังคนญี่ปุ่นเล่า พบว่าคนญี่ปุ่นมักจะใช้ 擬音語、擬態語 เพื่อทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นแล้วก็ฟังแล้วเป็นธรรมชาติ จากตัวอย่าง เช่น

彼の頭も、つるつるぴかぴかだったの。

รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ค่อยใช้ 擬音語 กับ 擬態語 เลย อาจจะเป็นเพราะว่าจำไม่ค่อยได้ด้วยแหละว่าคำไหนแปลว่าอะไรบ้าง มันช่างเยอะเหลือเกิน

ตอนจบของเรื่อง ควรจะสรุปเรื่องด้วย ไม่ใช่จะจบก็จบเฉยเลย จากตัวอย่างที่คนญี่ปุ่นเล่าก็จบว่า

もう似たもの同士だったの。すごいカップルでしょう?

ตอนนั้นที่ไม่ได้จบให้ดีคิดว่าคงเป็นเพราะไม่รู้ว่าจะจบยังไงดี แล้วก็รู้สึกตื่นเต้นๆแบบว่าจะจบแล้วๆ จบๆไปเลยละกันนะ

การจบประโยคด้วย ~よ、~さ、~の ก็จะทำให้การพูดดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น จากที่ถอดไฟล์ออกมา ก็เห็นว่าตัวเองใช้~よอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เคยใช้ ~さ เลยเพราะไม่รู้ว่าใช้ยังไง

มีข้อสังเกตคือ แทบทุกคนจะเล่าว่าแฟนหนุ่มคนนั้นหัวล้านโดยใช้คำว่า はげ หรือ 髪の毛がない แต่พอมาดูที่คนญี่ปุ่นเล่าแล้ว ทั้งสองท่านไม่ได้ใช้สองคำนี้เลย จะเล่าแบบอ้อมๆแทน อย่างเช่น

その彼氏、おもむろに頭に手をやってさ、なんと、髪の毛をとっちゃったんだよ。つまり、彼氏、カツラだったっていうこと。

彼の頭も、つるつるぴかぴかだったの。

คิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าคำว่า はげ กับ 髪の毛がない เป็นคำที่รุนแรงเกินไป อาจจะ失礼 ถ้าจะใช้สองคำนี้อาจจะผิดไปจากลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นที่ชอบพูดอะไรอ้อมๆ ไม่พูดตรงๆ

สิ่งที่คิดว่าอยากจะปรับปรุง
คำศัพท์ รู้สึกว่าคำศัพท์ที่ตัวเองรู้มีอยู่น้อยมาก ทำให้เวลาเล่าเรื่องมีปัญหา ไม่สามารถเล่าได้อย่างที่ตัวเองต้องการ
接続詞 คิดว่าน่าจะใช้คำสันธานมากกว่านี้ เพราะคิดว่ามันจะทำให้เรื่องฟังแล้วเข้าใจง่าย ดูเป็นธรรมชาติแล้วก็สนุกขึ้นด้วย
メタ言語 คิดว่าถ้านำไปใช้ก็จะทำให้เล่าเรื่องได้สนุกขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

タスク1:相手は何を知っているか?

あなたの趣味はフラメンコギターで す。もう5年ほどレッスンを受けていて、将来はフラメンコ舞踊の伴奏家として仕事をしたいと思っています。あるとき、尊敬している有名なギタリスト、山内 修二のホームページを見ると、「個人レッスンを引き受ける」「詳しいことはメールか電話で問い合わせを」と書いてありました。山内修二さんにメールを送っ て問い合わせてください。
「1 回目のメール2回目のメール3回目のメール」をもう一度読んでください。自分の日本語または書き方がよくなったか、どのように変わってきたか、例を出 しながら、分かったこと、勉強になったこと(友達から、例から、先生から、自分で考えたことから)をブログにまとめてください。
อาจารย์กนกวรรณให้ เขียนe-mailถึงคนญี่ปุ่น ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี เพราะไม่ค่อยเขียนe-mailถึงคนญี่ปุ่น แล้วถ้าเขียนก็ไม่เคยเป็นe-mailที่เป็นทางการอย่างนี้เลย แต่การเขียนe-mailครั้งนี้ก็ทำให้รู้วิธีการเขียนที่เหมาะสมแล้วก็รู้สำนวน ใหม่ๆเยอะเลย แล้วที่สำัคัญก็คือ ต้องคิดถึงคนอ่านว่าข้อมูลที่เราบอกไปเพียงพอแล้วรึยัง จะเขียนยังไงให้ชัดเจน เข้าใจง่าย


ครั้งที่ 1 ยังงงๆไม่รุว่าเริ่มยังไงดี ส่วนใหญ่ก็เลยลอกข้อมูลที่โจทย์ให้มา -*- เขียนครั้งแรกมีข้อผิดพลาดเยอะมากกกกก

  • ระดับ ภาษาไม่ค่อยเหมาะสม ใช้รูปประโยคที่ไม่ค่อยเป็นทางการ เพราะไม่คิดว่า山内修二様จะเป็นคนดังขนาดนั้น ก็เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องความสุภาพมาก
  • ทั้งๆ ที่การบ้านในครั้งนี้อาจารย์ต้องการให้คิดว่าถ้าเราเป็นคนที่ได้รับe-mail เราจะอยากรู้อะไรบ้าง ต้องบอกข้อมูลให้เพียงพอ แต่ก็บอกข้อมูลแล้วก็รายละเอียดของตัวเองไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่ อย่างเช่น ถึงจะบอกว่าเรียนมา 5 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเรียนบ่อยแค่ไหน อย่างอาทิตย์ละสองชั่วโมงหรือเรียนทุกวันวันละชั่วโมง แล้วก็ไม่ได้บอกว่าความสามารถระดับไหนแล้ว
  • เพื่อน (ลิตา)แนะนำว่าควรจะระบุเวลาที่เราสะดวกที่จะเรียน เพื่อที่จะได้ถามเค้าไปเลยว่าเขาสะดวกเวลานั้นมั้ย แล้วก็น่าจะถามราคา,สถานที่เรียน และรายละเอียดอื่นๆไปด้วยเลย จะได้ไม่ต้องส่งเมล์ไปๆมาๆหลายครั้ง
  • ขึ้นต้นe-mailว่า山内修二様へ สิ่งที่ผิดก็คือ ไม่ควรเติม ที่หลังชื่อผู้รับ เพราะจะใช้เฉพาะกับคนที่เราสนิทสนม
  • ไม่ควรใช้~さんควรจะใช้~様หรือ~先生แทน
  • จากตัวอย่างที่อาจารย์เอามาให้ดู ตอนลงท้าย ควรจะใช้คำว่าお返事は急ぎませんが、どうぞよろしくお願いいたします

ครั้งที่ 2

  • เชื่อมประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลด้วย~からจริงๆไม่ควรใช้~からเพราะ~からจะใช้กับเรื่องที่เป็นธรรมชาติหรือเป็นสัจธรรม ถ้าใช้~からจะหมายถึง เป็นเรื่องที่คนที่เราส่งถึงควรจะรู้อยู่แล้ว ก็จะเสียมารยาท แต่ถ้าใช้~のでจะเหมาะสมกว่าเพราะ ~のでจะหมายถึงเรื่องๆนั้นเป็นเหตุเป็นผลของเรา เช่น 私は、将来フラメンコ舞踊の伴奏家として仕事をしたいと思っているから、もっと深くフラメンコギターについて習いたいです
  • ข้างหลังชื่อบุคคลที่เราส่งถึงไม่ต้องใส่เครื่องหมาย : 山内修二様、เปลี่ยนเป็น 山内修二
  • ใช้รูป~たいซึ่งไม่สุภาพ
  • เช่น もっと深くフラメンコギターについて習いたいです
  • อาจารย์กนกวรรณแนะนำว่าให้ลองใช้土曜日と日曜日しかレッスンが受けられませんが山内様のご都合はいかがですかแทน  私は土曜日と日曜日にレッスンが受けられますが、山内様のご都合はいかがですか。 

ครั้งที่ 3
เอาผิดพลาดจากสองครั้งแรกมาแก้ไข แล้วก็พยายามเขียนให้กระชับมากขึ้น


การเขียนครั้งนี้ทำให้รู้จักสำนวนใหม่ๆหลายสำนวนด้วย

  • 恐れ入りますが、หรือ お手数ですが、 ใช้เวลาขอร้องหรือรบกวนให้ทำอะไรให้
  • お返事は急ぎませんが、どうぞよろしくお願いいたします。
  • とのことでしたได้ยินมาว่า

    *อาจารย์บอกว่าน่าจะเลี่ยงการใช้ いい経験になる กับ 役に立つควรจะบอกไปเลยว่าดียังไงหรือมีประโยชน์ยังไง

สิ่งที่ต้องระวังเวลาเขียนก็คือเรื่องテンスกับアスペクトซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดตลอดเลย มีตัวอย่างที่อาจารย์บอกว่าผิดกันเยอะก็คือ

  • 先生のホームページを見て、先生の個人レッスンをぜひ受けたいと思います。ผิด

    先生のホームページを見て、先生の個人レッスンをぜひ受けたいと思いました。พูดถึงความรู้สึกในตอนนั้น

  • もう5年ほどレッスンを受けていました。ต้องใช้ว่าもう5年ほどレッスンを受けてきました。


การเขียนe-mailครั้งนี้รู้สึกว่าเป็นประโยชน์มากจริงๆ ได้พัฒนาในหลายเรื่อง รู้ว่าเวลาเขียนต้องระวังเรื่องไวยากรณ์ เรื่องテンスกับアスペクトระดับของภาษา แล้วก็ต้องคิดถึงผู้อ่าน ต้องสื่อให้คนที่เราส่งถึงเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อชัดเจน